ArmyDent R2R 2016

องค์ความรู้

ความรู้เกี่ยวกับ R2R

R2R คืออะไร ? ... ทําไมต้อง R2R
 
R2R ชื่อเต็ม คือ Routine to Research” R2R คือ “การพัฒนางานประจำ สู่งานวิจัย” ผลลัพธ์ของ R2R ไม่ได้มุ่งหวังเพยงแค่ได้ผลงานวิจัยเท่านั้น แต่มี เป้าหมายที่จะนำผลงานวิจัย R2R ไปใช้พัฒนางานประจำนั้นๆ ด้วย 

คณะบุคคลที่นำคำนี้มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกัน ได้แก่ คณาจารย์และผู้บริหารแห่งคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ภายใต้การนำของท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร และแกนนำอีก 4 ท่านได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ นายแพทย์ปรีดา มาลาสิทธิ์ และนายแพทย์สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล อีกทั้งมีศาสตราจารย์ นายแพทย์ธาดา ยิบอินซอย เป็นผู้ร่วมสนับสนุนในการก่อตั้งหน่วยงาน R2R ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช โดยมีเป้าหมายเพื่อนำงานวิจัยมาเป็นกลไกขับเคลื่อนและพัฒนางานประจำให้มีคุณภาพ ให้บุคลากรทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน และให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลการวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

R2R จึงเปรียบเสมือนกับนวัตกรรมหรือเครื่องมืออย่างหนึ่งในด้านการจัดการความรู้ ซึ่งเป็นแนวทางโน้มนำให้เกิดการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่บุคลากรในองค์กรขวนขวาย ศึกษาค้นคว้า นำหลักกระบวนการของการทำวิจัยมาใช้ในเรื่องของการศึกษาค้นคว้า เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในงานประจำวัน และพัฒนาต่อยอดให้งานประจำนั้นๆ มีมาตรฐาน มีกฎเกณฑ์ในการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น

นอกจากนั้น การทำ R2R ยังเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรมีโอกาสคิด ทดลอง แล้วทำการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล เพื่อการนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัย มาใช้ประโยชน์ ในการพัฒนางานต่อไป

นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ว่า หากมองอีกมุมหนึ่ง R2R ทำให้ความจำเจของงานประจำหายไป กลายเป็นความท้าทาย ความสนุกที่ได้คิดค้นวิธีการสร้างความรู้เล็กๆ แต่เป็นความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาทำประโยชน์ เกิดความภาคภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ หรือจะเรียกว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน (Human resource Development: HRD) ก็ได้ และที่สำคัญคือ งานวิจัยประเภทนี้ทำกันเป็นทีม สามารถใช้ทำให้เกิด Team learning เกิดความสามัคคีได้” 

พัฒนางานประจำที่ทำทุกวัน ... ให้เป็นผลงานวิจัย
เปลี่ยนปัญหาหน้างาน ... ให้เป็นผลงานวิจัย

R2R จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพื่อพัฒนางานขับเคลื่อนองค์กร สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
 
R2R มีองค์ประกอบที่สําคัญ 4 อย่างคือ
1. โจทย์วิจัย R2R : ต้องมาจากปัญหาหน้างาน มาจากงานประจําที่ทํากันอยู่และต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น
2. ผู้วิจัย: ต้องเป็นผู้ทํางานประจํานั้นเอง และตองทำหน้าที่ หลักใน การวิจัยด้วย
3. ผลลัพธ์ของงานวิจัย: ต้องวัดผลได้จากตัวผู้รับบริการจากเรา หรือผู้ป่วย โดยตรง เช่น ด้านการทํางานบริการ จะช่วยลดขั้นตอนการทํางาน, การบริการดีขึ้น, แก้ปัญหาภาระงานที่ทําอยู่ได้ ส่วนด้านการดูแลผู้ป่วย ผลการรักษาจะดีขึ้น, ภาวะแทรกซ้อนหรือระยะเวลาในการพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลลดลง เป็นต้น
4. การนําผลการวิจัยไปใช้: สามารถนําไปปรับปรุงการทํางานและการ บริการให้ดีขึ้นในบริบทของแต่ละองค์กร “ ควรพัฒนา R2R จากงานที่ทําอยู่  ไม่ควรเปิดหน้างานเพิ่มภาระให้ตนเอง
 
R2R ใช้ระเบียบวิธีวิจัย (Research methodology)แบบไหน ?
ใช้ได้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่มีความเหมาะสมและเชื่อถือได้  แต่ที่สําคัญต้องเริ่มจากระเบียบวิธีคิด ก่อนที่จะเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัย การทําวิจัย R2R ก็จะง่ายกว่าที่คิด
 
R2R แตกต่างจากงานวิจัยทั่วไปอย่างไร
นายแพทย์วิจารณ์ พานิชได้ให้คำตอบไว้ว่า งานวิจัยแบบ R2R คือการสร้างหัวข้อการวิจัย ขึ้นจากงานประจำในหน้าที่ของเรา ดังนั้น จึงถือเป็นหัวข้องานวิจัยเพื่อพัฒนางาน  และแตกต่างไปจากงานวิจัยแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นการวิจัยที่เคร่งครัด มีระเบียบวิธีวิจัย (Research methodology) ที่เต็มรูปแบบ  สร้างความรู้แบบทั่วไป (generic knowledge) มีทฤษฎีและข้อมูลอ้างอิงมากมาย แต่งานวิจัย แบบ R2Rเป็นการสร้างความรู้เฉพาะเรื่อง (specific knowledge) จำกัดเฉพาะงานใดงานหนึ่ง เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการพัฒนางานในด้านนั้นๆ เพื่อให้คนอื่นเชื่อถือและมั่นใจว่า งานนั้นๆ ควรจะต้องได้รับการพัฒนาไปตามทิศทางที่ผลการวิจัยชี้แนะ เช่น ในกรณีโรงพยาบาล ก็เพื่อพัฒนางาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่ดีขึ้น หรือถ้านำไปใช้กับหน่วยงานอื่นๆ ก็หมายถึง การปรับปรุงงานเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับการบริการที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพดีขึ้นนั่นเอง


งานวิจัย R2R เป็นการเพิ่มภาระงานขึ้นมาอีกหรือไม
ในหลายๆ องค์กร จะมีบุคลากรที่ค่อนข้างกลัวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เปรียบไปก็เหมือนกรรมการห้ามมวย ที่เคยทำงานแค่นับ 1..2..3..จนถึง 10 บนเวทีชกมวย แต่วันหนึ่ง สมมุติว่า ได้รับการร้องขอให้นับถึง 20 กรรมการห้ามมวยก็อาจจะโวยวายว่า “ไม่ได้หรอก ห้ามมวย เขานับกันแค่ 10 ทำอย่างนี้มันผิดระเบียบ” หรือบางคนอาจบอกว่า “นับไม่เป็น ตั้งแต่ทำงานมาเคยนับได้แค่ 10 ถ้าให้นับถึง 20 ก็ถือว่าฉันต้องทำงานเพิ่มขึ้นนะนี่”

แต่นายแพทย์วิจารณ์ พานิชกล่าวไว้ว่า R2R ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก หากแต่เป็นหลักการของการทำ work hard ให้กลายเป็น work smart นั่นคือเป็นการหาวิธีการพัฒนางาน ค้นคว้าเพื่อหาวิธีการที่จะทำให้การทำงานดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้น ให้ถือเสียว่า งานวิจัยที่ทำอยู่นั้น ล้วนมาจากงานประจำวันที่เราทำอยู่ ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือการเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ แล้วนำมารายงานผล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในเชิงนโยบาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการให้บริการ อัตราค่าบริการที่เป็นที่พอใจของผู้รับบริการ ได้รูปแบบกระบวนการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ลดภาระการทำงานลง เหล่านี้ ล้วนเป็นผลดีในระยะยาวของการทำ R2R

R2R จึงจัดเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กร ทำให้การขับเคลื่อนองค์กรเป็นไปในเชิงพลวัต (dynamic) เพราะขึ้นชื่อว่าการวิจัยแล้ว ผลการวิจัยที่ได้ ถ้ามีระบบการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถนำผลนั้นๆ ไปพัฒนาองค์กรได้เสมอ นอกจากนั้น ยังเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ขึ้นมาในหมู่บุคลากร งานวิจัยคือกลไกที่ทำให้องค์กร กลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

นายแพทย์สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล กล่าวว่าหลักการของการทำวิจัย R2R คือ ตั้งคำถามจากปัญหาที่เกิดจากงานประจำ แล้วแก้ให้มันดีขึ้น แต่ถ้าเป็นปัญหาและปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ แก้เฉพาะหน้าไปวันๆ คนทำงานจะเหนื่อยและรู้สึกว่ามันหนัก ถ้าเราอยากทำงานให้มันดีขึ้น แก้งานประจำอย่างเดียว มันไม่มีประโยชน์ ต้องพัฒนาด้วย”


R2R มีบุคคลเกี่ยวข้องคือ
1. ผู้วิจัย R2R : ควรเริ่มจากใจ ที่มุ่งหมายหรือต้องการพัฒนางานประจํารู้จักค้นหาคําถามวิจัยที่เป็นกุญแจสู่การพัฒนาการบริการ การทํางาน ผลลัพธ์จากการทํา R2R คือ ส.ป.ก. ( ส. คือ ความสุข สนุกในการทำงาน  ป. คือ ปัญญาเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น   และ ก. คือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน )
2. คุณอํานวย : ไม่ใช่ครูไม่ใช่วิทยากร ไม่ใช่เจ้าของโครงการด้วย แต่เป็นผู้อํานวยความสะดวกต่อกิจกรรม R2R โดยใช้แนวคิด KM (Knowledge Management) เริ่มต้นจากความสําเร็จของกลุ่มคนจํานวนน้อยมาเล่า มาแลกเปลี่ยน และต่อยอด (Success Story telling) มีการสนับสนุนกิจกรรม R2R เชิงรุก มีการวิพากษ์งานวิจัยอย่างสร้างสรรค์
3. ผู้บริหาร : ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงแนวคิดและปรัชญา R2R อย่างแท้จริง ให้การสนับสนุนการทํากิจกรรม R2R อย่างเหมาะสม ใช้ R2R เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพื่อพัฒนางานประจํา และนําพาองค์กรสู่องค์กรแหง่การเรียนรู้(Learning Organization)

ปัจจัยสำเร็จของ R2R
ปัจจัยที่จะทำให้ R2R ประสบความสำเร็จได้ กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
1. การนำที่ดีและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ผู้นำต้องเป็นผู้ริเริ่ม เห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
2. การสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ และความเข้าใจ ทั่วถึงทุกระดับ
3. การให้เวลากับการทำ R2R
4. มีผู้อำนวยความสะดวก เข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยง ผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า ดังเช่น โรงพยาบาลศิริราช มีการตั้งหน่วยงาน R2R เพื่อผลักดันงาน R2R อย่างจริงจัง โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยดูแล ให้คำแนะนำปรึกษาแก่คณะผู้วิจัย
5. มีการทำ R2R ที่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ครบวงจร และแก้ปัญหาได้ครอบคลุมทุกจุดอย่างทั่วถึง