ทันตกรรมพระราชทาน

รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ.

  • ข้อมูลและที่มาต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการ.

ตารางการปฏิบัติงานโครงการ.

  • ตารางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละเดือน.

รายงานการปฏิบัติงานเป็นรายเดือน.

  • ข้อมูลสถิติการปฏิบัติงานเป็นรายเดือน.

สถิติการบริการแยกเป็นรายเดือน.

  • ข้อมูลการออกปฏิบัติงาน เป็นรายเดือน.

สถิติการบริการจำแนกตามการรักษา.

  • สถิติการให้บริการจำแนกตามการรักษา

การปฏิบัติงานของโครงการล่าสุด

ทันตกรรมพระราชทาน

กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ในงานทันตกรรมพระราชทาน
 


 
กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก มีภารกิจที่สำคัญยิ่งและเป็นความภาคภูมิใจ ของกำลังพลทุกนาย เมื่อได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท โดยชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ได้ร่วมปฏิบัติงานโครงการทันตกรรมพระราชทาน อันเป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐาน โดยนำรถทันตกรรมเคลื่อนที่ได้แก่ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 และ รถทันตกรรมพระราชทาน ( รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 04 ) ที่ทรงพระราชทานแก่ กรมแพทย์ทหารบก เมื่อปีพ.ศ. 2535 ร่วมขบวนเสด็จฯ เพื่อเปิดให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชน บริเวณหน้าวังที่ประทับโดยไม่คิดมูลค่าในชื่อ “โครงการทันตกรรมหน้าวัง” นอกจากนี้ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ทั้งสองคัน ยังใช้ในการถวายการทำพระทนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถโดยทันตแพทย์ประจำพระองค์ในคราวเดียวกันอีกด้วย

ช่วงเวลาต่อมา กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ยังเป็นหน่วยรับผิดชอบในการจัดทันตแพทย์ และนายสิบทันตกรรม หมุนเวียนไปปฏิบัติภารกิจ ณ วังไกลกังวล ประกอบด้วยการตรวจสภาพและปรนนิบัติบำรุงเก้าอี้ทำพระทนต์ และวัสดุอุปกรณ์ทางทันตกรรม ภายในศาลาแปดเหลี่ยม วังไกลกังวล ที่ใช้ถวายการทำพระทนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบการเปิดให้บริการทันตกรรม แก่ข้าราชบริพาร ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่มาปฏิบัติหน้าที่ ณ วังไกลกังวลตลอดจนประชาชนทั่วไป ณ คลินิกทันตกรรมพระราชทาน ที่จัดตั้งขึ้น ภายในวังไกลกังวล จนถึงการเสด็จแปรพระราชฐานครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2557

นอกจากนี้ กรมแพทย์ทหารบกและหน่วยสายแพทย์กองทัพบก  ยังได้ร่วมปฏิบัติงานโครงการพระราชดำริฯ  ด้านงานทันตกรรมอีกหลายโครงการ  โดยเฉพาะโครงการรากฟันเทียมพระราชทานที่ได้ขยายการให้บริการจนถึงพื้นที่จังหวัดภาคใต้
 
ทันตกรรมพระราชทาน

 

ศาสตรจารย์พันโท สี สิริสิงห ทันตแพทย์ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ถือเป็นปูชนียบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งท่านหนึ่งในยุคบุกเบิกงานทันตกรรมในกองทัพบกโดยท่านเข้ารับราชการในตำแหน่งทันตแพทย์ กองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2476 หลังจากได้รับทุนสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสำเร็จการศึกษาทันตแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา และได้มีส่วนในการพัฒนางานทันตกรรม กองทัพบก ให้เจริญรุดหน้าเป็นลำดับ
 

หลังจากโอนย้ายไปรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2483  ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นในปี พ.ศ. 2484ท่านจึงกลับเข้ารับราชการทหารและเข้าร่วมปฏิบัติการรบ เมื่อกลับมา ณ ที่ตั้งปกติ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2485 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทันตแพทย์ กองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 1 หลังจากได้รับพระราชทานยศพันโท ได้โอนกลับเป็นอาจารย์เอก และดำรงตำแหน่งคณบดีคนที่ 2ของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรับราชการในสถาบันแห่งนี้จนเกษียณอายุราชการ

ในระหว่างนั้น ศาสตรจารย์พันโท สี สิริสิงห ได้ถวายการทำพระทนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นระยะ เมื่อปี พ.ศ.2513ภายหลังการถวายการทำพระทนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีรับสั่งถามท่านว่า “เวลาพระองค์ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน ก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา  แล้วราษฎรที่ห่างไกลจะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือป่าว?” เมื่อทรงทราบว่า  มีทันตแพทย์ประจำเฉพาะที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้น  บางจังหวัดก็ไม่มี  จึงรับสั่งว่า  “การที่จะให้ราษฎรที่ยากจนที่มีปัญหาเรื่องฟันหยุดการทำนา ทำไร่  เดินทางไปหาแพทย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่งในทางตรงกันข้าม หากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชนก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง”  
 

 

จากพระราชดำริดังกล่าวร่วมกับคำกราบบังคมทูลของ ศาสตราจารย์พันโท สี  สิริสิงห  ทันตแพทย์ประจำพระองค์ที่จะขอบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมในทางใดทางหนึ่งสุดแต่จะทรงเห็นสมควรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงมีกระแสพระราชดำรัสแก่ศาสตราจารย์พันโทสีสิริสิงหว่า “ฉันต้องการให้หมอช่วยไปดูแลบำบัดทุกข์ให้แก่นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องที่กันดารห่างไกลหมอและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามความจำเป็น โดยให้จัดหน่วยเคลื่อนที่ไปโดยรถยนต์และตระเวนไปตามถนนหนทางตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลในชนบท” 


หน่วยทันตกรรมพระราชทานจึงได้ก่อกำเนิดขึ้นจากมูลเหตุข้างต้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดหารถทันตกรรม และเครื่องมือทันตกรรมประจำรถ ในเดือน เมษายน พ.ศ. 2513ทันตแพทย์อาสาสมัครจึงได้เริ่มออกปฏิบัติงานสนองพระราชกระแสเป็นครั้งแรกโดยให้บริการทันตกรรมและรักษาโรคในช่องปาก รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากแก่เด็กนักเรียนตลอดจนประชาชนตามถิ่นทุรกันดารในภูมิภาคต่างๆที่อยู่ห่างไกลอีกด้วยและต่อมาได้มีการขยายการให้บริการมาเป็นลำดับ
 
ทันตกรรมหน้าวัง
 
หลังจากกรมแพทย์ทหารบก ได้ขยายแผนกทันตนามัย เป็นกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก เมื่อปี พ.ศ. 2494 งานทันตกรรมของกองทัพบกได้มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ต่อมามีการจัดตั้งแผนกทันตกรรมเคลื่อนที่ โดยได้จัดหารถทันตกรรมเคลื่อนที่หมายเลข 01 เมื่อปี พ.ศ. 2516 และจัดหารถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02เมื่อปี พ.ศ. 2525โดยดัดแปลงจากรถโดยสารขนาดกลาง ยี่ห้ออีซูซุ ประกอบด้วยยูนิตทันตกรรม2 ตัว เครื่องเอ็กซ์เรย์ทางทันตกรรม 1 เครื่อง

 

รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 นี้เอง ที่ต่อมาได้กลายเป็นรถทันตกรรมเคลื่อนที่คันแรกของกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบกที่ร่วมปฏิบัติงานในโครงการทันตกรรมพระราชทาน โดยทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก จะจัดชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ ประกอบด้วยทันตแพทย์ และนายสิบทันตกรรม พร้อมด้วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 เดินทางร่วมขบวนเสด็จฯ เมื่อถึงยังที่ประทับ ชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ จะเปิดให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชน บริเวณหน้าที่ประทับ จนมีชื่อเรียกกันติดปากว่า “ทันตกรรมหน้าวัง”

โดยภารกิจดังกล่าวเริ่มต้นณ วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครเมื่อปี พ.ศ. 2529 ต่อมามีการขยายภารกิจไปยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ในปี พ.ศ. 2530ส่วนการแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ ได้เดินทางตามเสด็จฯในระยะแรก แต่เนื่องจากเส้นทางเข้าสู่พระตำหนักมีความสูงชัน ไม่สามารถนำรถทันตกรรมเคลื่อนที่ไปให้บริการหน้าพระตำหนักได้ จึงเปิดให้บริการ ณ รพ.ค่ายกาวิละ และต่อมาได้ส่งมอบภารกิจแก่หน่วยงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติแทน

 

ร.ท.ธานินทร์ สโรบล ข้าราชการบำนาญ อดีตนายทหารชำนาญงาน  กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบกเป็นผู้หนึ่งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายสิบทันตกรรม ในโครงการทันตกรรมหน้าวัง ตั้งแต่การตามเสด็จฯครั้งแรก ได้เล่าว่า “เมื่อ30 ปีที่แล้ว ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ทำงานในแผนกทันตกรรมเคลื่อนที่ ของกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ซึ่งขณะนั้นทางกองทันตแพทย์ ของเราได้รถทันตกรรมเคลื่อนที่คันใหม่ ( รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 )   และรถคันนี้ได้ออกทำงานในโครงการพระราชดำริ สายการแพทย์กองทัพบก ( ฝ่าย
ทันตกรรม )  ร่วมกับ สำนักงานแพทย์ ประจำพระองค์ฯ และแพทย์หลวง สวนจิตรลดา ในเดือน เมษายน พ.ศ.2529ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่มีรถทันตกกรรมของกองทัพบก ร่วมในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จฯแปรพระราชฐานณ วังไกลกังวล และจากนั้นเมื่อพระองค์ท่าน เสด็จแปรพระราชฐาน ไปตามพระตำหนักต่างๆ รถทันตกรรมของเราก็จะร่วมไปในขบวนเสด็จฯ ด้วยเสมอ” 

“ทุกครั้ง ที่รถทันตกรรมเคลื่อนที่ ของเราตามเสด็จฯ ไปยังพระตำหนักต่างๆ เราได้เปิดทำการรักษา ในด้านทันตกรรมตามขีดความสามารถ ที่รถทันตกรรมของเราจะทำได้ โดยประชาชนที่มารับบริการ ในขณะนั้น ยังมีความรู้ในการดูแลรักษาฟันของตนเองยังน้อยอยู่มาก  จากการที่ประชาชนมาหาเรา มีความประสงค์อยากจะถอนฟันอย่างเดียว  หารู้ไม่ว่าฟันบางซี่นั้น   สามารถรักษาอย่างอื่นได้ เช่นการอุดฟัน หรือการขูดหินปูน เพื่อทำให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะต้องการแต่จะถอนฟันเพื่อใส่ฟันปลอม พวกเราได้ให้ความรู้และความเข้าใจ ในการดูแลรักษาฟัน แก่พี่น้องประชาชน จนส่งผลให้ สุขภาพฟันของพี่น้องประชาชนเหล่านั้นดีขึ้น ลดอัตราการถอนฟันลง เป็นที่น่าพอใจ และเป็นไปตาม พระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะทรงเห็นประชาชนมีสุขภาพฟันที่ดี”


 
ในการออกปฏิบัติงานทันตกรรมหน้าวัง โดยเฉพาะพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ กำลังพลในชุดทันตกรรมเคลื่อนที่กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ต้องเดินทางโดยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ เป็นระยะทางไกล ใช้เวลา 2-3 วันจึงจะถึงที่หมาย โดยได้รับการสนับสนุน ทั้งการแวะเติมน้ำมัน การพักแรม ตลอดจนทันตแพทย์ และนายสิบทันตกรรมร่วมปฏิบัติงานส่วนหนึ่ง จากโรงพยาบาลกองทัพบกที่อยู่ในพื้นที่และในเส้นทาง กล่าวคือ การเดินทางไปพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ได้รับการสนับสนุนจาก โรงพยาบาลค่ายสุรนารี โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม โรงพยาบาลค่ายกฤษสีวรา การเดินทางไปพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ได้รับการสนับสนุนจาก โรงพยาบาลค่ายเขตอุดมศักดิ์  โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ และโรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ เป็นต้น
 
 

 

ในปีพ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานรถทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน ( รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 04 ) แก่กรมแพทย์ทหารบก  โดยมี กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหาร เป็นผู้ดูแล จึงได้นำรถทันตกรรมพระราชทาน มาใช้ปฏิบัติงานทันตกรรมหน้าวังทดแทนรถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 แม้ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มิได้เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ กรมแพทย์ทหารบก ยังคงนำรถทันตกรรมพระราชทานมาให้บริการแก่ ประชาชน ณ วังไกลกังวล ทุกครั้งที่เสด็จแปรพระราชฐาน
 

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2548 จึงมีการนำตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงเป็นคลินิกทันตกรรม ประกอบด้วยห้องทันตกรรมจำนวน 2ห้อง ห้องทะเบียนและพักคอย ใช้ชื่อว่า “คลินิกทันตกรรมพระราชทาน”    ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก วังไกลกังวล เพื่อให้บริการแก่ประชาชน แทนที่รถทันตกรรมพระราชทาน ทั้งนี้ โรงพยาบาลกองทัพบกหลายแห่ง ได้สนับสนุนการหมุนเวียนทันตแพทย์ มาปฏิบัติงาน สร้างความภาคภูมิใจแก่ทันตแพทย์กองทัพบกทุกนาย ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานทันตกรรมพระราชทาน สนองพระราชกระแสในการดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชน

การถวายการทำพระทนต์

 


 
ความทรงจำของท่านหญิง “10ขวบ ตอนนั้นเป็นนักเรียนประถม (ช่วงนั้นเป็นสองปีที่ได้อยู่กับทูลหม่อมปู่ทูลหม่อมย่า) ส่วนรูปนี้คือศุกร์เลิกเรียน เสาร์อาทิตย์เราจะไปค้างที่หัวหิน ตอนนั้นท่านทำพระทนต์บนรถหน่วยแพทย์หลวง แล้วผู้ใหญ่แถวนั้นบอกให้เราขึ้นไปกราบพระบาท พอไปถึงท่านเสด็จออกมาพอดี เราแทบจะล้มก้มลงไปเดี๋ยวนั้นเลย ท่านรับสั่งอะไรสักอย่างซึ่งเราจำไม่ได้ ขณะที่ท่านเอาพระหัตถ์มาจับที่หัว เสร็จแล้วเราก็ทูลลาไปเล่น (แทนที่จะทำการบ้านก่อนเนอะ)”

ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนพระองค์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์  เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2559และพระบรมฉายาลักษณ์ประกอบข้อความดังกล่าว คือสิ่งที่กำลังพลกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก รู้สึกปลาบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นที่สุด ที่ได้รับใช้ใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท ในการเตรียมความพร้อมของห้องทำพระทนต์ เก้าอี้ทำพระทนต์ และเครื่องมือและวัสดุทันตกรรม ที่ใช้ถวายการทำพระทนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยทันตแพทย์ประจำพระองค์ ทั้งบนรถทันตกรรมเคลื่อนที่และห้องทำพระทนต์ วังไกลกังวล เป็นเวลากว่าสองทศวรรษ

ทั้งนี้ ในการเสด็จแปรพระราชฐาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นอกจากชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก จะเปิดให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชนแล้ว ยังมีความรับผิดชอบในการเตรียมความพร้อมของรถทันตกรรม ทั้งรถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 02 และรถทันตกรรมพระราชทานในเวลาต่อมา โดยเฉพาะภายในห้องทำพระทนต์ เก้าอี้ทำพระทนต์ และเครื่องมือทันตกรรม ก่อนการถวายการทำพระทนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทันตแพทย์ประจำพระองค์




ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้มีการปรับปรุงศาลาแปดเหลี่ยม พระตำหนักเปี่ยมสุข ภายในวังไกลกังวล ซึ่งในอดีต สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ทรงใช้เป็นห้องทรงงาน เป็นห้องทำพระทนต์ โดยติดตั้งเก้าอี้ทำพระทนต์ และเครื่องมือทันตกรรมที่ใช้ถวายการทำพระทนต์ โดยกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก จะจัดทันตแพทย์ และนายสิบทันตกรรม เดินทางไปปรนนิบัตบำรุง เก้าอี้ทำพระทนต์และเครื่องทันตกรรมต่างๆ ให้พร้อมใช้งาน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเสด็จแปรพระราชฐาน ณวังไกลกังวล จะเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติเป็นทุกสัปดาห์ และก่อนการถวายการทำพระทนต์ 1 วัน ทั้งนี้ นายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์ และสำนักงานแพทย์ประจำพระองค์ ได้กรุณาให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นอย่างดี ทั้งนี้ หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล เมื่อปี พ.ศ. 2557 กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ได้ส่งมอบภารกิจดังกล่าว แก่กองแพทย์หลวง สวนจิตรลดารับผิดชอบต่อไป


 
พันเอกสุเมธ เจียมศรีมงคล ทันตแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งเคยร่วมถวายการทำพระทนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า“สิ่งแรกที่ทันตแพทย์ที่ถวายการรักษา และเจ้าหน้าที่ทุกนายรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่9ก็คือ พระองค์ท่านไม่เคยถือพระองค์เลย เนื่องจากการเสด็จแปรพระราชฐานเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ต่างๆในรอบปีประมาณ 6–9 เดือน จะมีรถทันตกรรมเคลื่อนที่ตามเสด็จฯ เพื่อให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชนด้วยและเมื่อมีการถวายการทำพระทนต์ พระองค์ท่านก็ทรงประทับรถทันตกรรม คันเดียวกับที่เราทำฟันให้ประชาชน บนเก้าอี้ทำฟันตัวเดียวกันกับที่เราใช้รักษาประชนท่านไม่เคยถือพระองค์ว่ารถคันนี้หรือเก้าอี้ทำฟันตัวนี้ใช้ทั้งการถวายการรักษาพระองค์ท่าน และยังใช้ให้บริการแก่ประชาชนอีกด้วย”

 

“ผมได้มีโอกาสถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการตรวจวินิจฉัยว่าพระทนต์ซี่ใดที่จำเป็นต้องถอน ส่วนครั้งที่สองเข้าไปเพื่อถวายการรักษาถอนพระทนต์ ซึ่งวันนั้น เราอยู่ในรถทันตกรรมพระราชทานเวลาประมาณทุ่มเศษๆ พวกเราเตรียมตัวนั่งอยู่ในรถด้านหลัง เมื่อถึงเวลามหาดเล็กแจ้งว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแล้ว พวกเราจึงรอรับเสด็จฯ สักพักนึงคุณทองแดงก็ขึ้นมาที่รถ แล้วก็ได้เดินเข้ามาดมหน้าพวกเรา แล้วก็เลียหน้าท่านผู้หญิงเพ็ชรา (ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิง เพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    ภูมิพลอดุลยเดช)ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมทันตแพทย์ประจำพระองค์ แล้วสักพักนึง พระองค์ท่านเสด็จฯขึ้นมาบนรถ ประทับบนเก้าอี้ทำพระทนต์ท่านแย้มพระสรวลให้กับเราทำให้พวกเรารู้สึกปราบปลื้มอย่างมากครับ”

“ก่อนที่จะทำการถวายพระทนต์ ท่านทรงหยิบรูปถ่ายรูปหนึ่งให้พวกเราดู ทรงถามว่ารูปนั้นเป็นรูปอะไร ในรูปเหมือนกับพระจันทร์เต็มดวง เป็นรูปพระจันทร์กลมๆส่องสว่างและก็มีพื้นสีดำ พวกเราก็ทายว่าเป็นพระจันทร์เต็มดวง ท่านจึงรับสั่งว่าไม่ใช่ รูปนั้นทรงถ่ายไข่มุกของสมเด็จพระนางเจ้า โดยมีท้องฟ้าเป็นแบ็คกราวด์ซึ่งมองเหมือนพระจันทร์กำลังส่องสว่างสวยงามมาก แม้จะเป็นการถามตอบสั้นๆ แต่พวกเราก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพระเมตตาของพระองค์ท่าน ที่ทรงต้องการให้พวกเรารู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะถวายการรักษาพระทนต์ให้ท่าน และระหว่างการทำพระทนต์ ท่านทรงให้กำลังใจพวกเราตลอดเวลา รับสั่งว่าไม่ได้เจ็บอะไร คุณหมอทำได้อย่างสบายจนทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย ทำให้พวกเรารู้สึกซาบซึ่งในพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น”

“ผมเองยังได้รับการบอกเล่าจากท่านผู้หญิงเพ็ชรา เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของโครงการต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการถวายการทำพระทนต์ โดยเฉพาะโครงการแกล้งดินท่านผู้หญิงเคยบอกกับพวกเราว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเคยรับสั่งว่าโครงการแกล้งดินนั้นเกิดจากการที่พระองค์ทรงรับการถวายการทำพระทนต์ วันหนึ่งมีพระทนต์อยู่องค์นึงที่ต้องรักษาคลองรากฟันทันตแพทย์ที่ถวายการรักษาจึงได้กราบทูลถึงเหตุผลที่ต้องรักษาคลองรากฟันว่าเนื่องจากเกิดฟันผุจนทะลุโพรงประสานฟัน เมื่อเส้นประสาทฟันตายจะทำให้เกิดกรดอยู่ภายใน จึงต้องดึงเส้นประสาทฟันออกแล้วใช้น้ำหรือน้ำยาล้างเพื่อลดความเป็นกรด จากนั้นอาจต้องใส่ยาเข้าไปเพื่อลดอาการอักเสบต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงตรัสว่าว่าโครงการแกล้งดินของพระองค์ท่าน เป็นการนำน้ำเข้าไปล้างความเป็นกรดของดินออกไปเช่นเดียวกับการรักษาคลองรากฟัน ทำให้พวกเรารู้สึกปลาบปลื้มในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านนอกจากนี้ โครงการรากฟันเทียมพระราชทาน ก็มีที่มาจากการถวายการฝังรากฟันเทียมให้พระเจ้าอยู่หัว และทรงมีพระราชกระแสห่วงใยประชาชน ว่าจะมีโอกาสได้รับการฝังรากฟันเทียมเช่นเดียวกับพระองค์ท่านหรือไม่”
“พระองค์ท่านทรงห่วงใยประชาชนอยู่ตลอดเวลา ท่านผู้หญิงเพ็ชราได้เล่าว่าว่า บางครั้ง พระองค์ท่านทรงมีพระอาการปวดพระทนต์ระหว่างถวายการรักษา ยังไม่เสร็จลุล่วงทูลถามพระองค์ท่านว่าทรงปวดอยู่หรือไหม ท่านก็รับสั่งว่าปวดอยู่เหมือนกัน แต่รับสั่งต่อว่า ฉันต้องไปแล้วเพราะประชาชนรอฉันอยู่ จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปดูแลประชาชน ทำให้หลายๆครั้งพระทนต์ของพระองค์ท่านยังรักษาไม่เสร็จสิ้นจนสุดท้ายต้องถวายการถอนพระทนต์ซี่นั้นเพราะทรงคิดถึงประชาชนก่อนเสมอ”
 
รถทันตกรรมพระราชทาน


 
ปี พ.ศ.2533 กองทัพบกได้เริ่มต้นการจัดสร้างรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ด้วยงบประมาณ 10 ล้านบาทเศษทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา  และเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ         พระราชทานรถทันตกรรมเคลื่อนที่คันดังกล่าวกลับมาให้กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก เป็นผู้ดูแลและใช้งานในภารกิจต่างๆโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลโทเชิดชัย เจียมชัยศรีเจ้ากรมแพทย์ทหารบก พร้อมด้วย พันเอกทวีศักดิ์ ทวีศรี ผู้อำนวยการกองทันตแพทย์กรมแพทย์ทหารบก และพันโทพิสุทธิ์ บุตรงามดี หัวหน้าแผนกทันตกรรมเคลื่อนที่ กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ผู้ควบคุมการออกแบบและจัดสร้างเข้ารับพระราชทานรถทันตกรรมเคลื่อนที่ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ด้วยเหตุนี้ รถทันตกรรมเคลื่อนที่คันนี้ จึงมีชื่อว่า รถทันตกรรมพระราชทาน (รถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข 04)


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทันตแพทย์ประจำพระองค์ถวายการทำพระทนต์ บนรถทันตกรรมพระราชทานคันนี้ หลายครั้งด้วยกัน ทั้งนี้ ในหนังสือพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เรื่อง ทองแดง ฉบับการ์ตูน ซึ่งพิมพ์และจัดจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยคุณชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูน ที่มีผลงานเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เป็นผู้เขียนภาพการ์ตูนประกอบหนังสือเล่มดังกล่าว ปรากฏภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชทานดำเนิน พร้อมด้วยคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง มาประทับบนรถทันตกรรมพระราชทาน เพื่อให้ทันตแพทย์ประจำพระองค์ถวายการทำพระทนต์ โดยมีข้อความบรรยายถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงทำพระทนต์ที่รถทันตกรรมเคลื่อนที่ ทองแดงนั่งคอยอยู่นอกรถ จ้องเขม็งไม่ยอมไปไหน ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ต่อมาเมื่อเสด็จฯ ทรงทำพระทนต์อีกคราวหนึ่ง ทองแดงได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปตรวจดูรถ (แค่ประตูห้องทำฟัน)”
 

 

รถทันตกรรมพระราชทาน ดัดแปลงจากรถโดยสารเมอร์ซิเดส เบนซ์  มีความกว้าง 2.5 เมตร ยาว 12 เมตร สูง 3.5 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเพลาหลัง แบบ 4x2 พวงมาลัยขวา แคร่รถหรือแชสซี เป็นชนิดคานชิ้นเดียว มีระบบถุงลมเป็นตัวรองรับและควบคุมการสั่นสะเทือน ติดตั้งเท้าช้างระบบไฮโดรลิกอัตโนมัติ เพื่อปรับสมดุลขณะปฏิบัติงาน ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 8 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 14,600 ลบ.ซม. มีกำลัง 280 แรงม้า ที่ 3,200 รอบต่อนาที แรงบิด 105 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,500 รอบต่อนาทีใช้ระบบแรงเคลื่อนไฟฟ้า 24 โวลต์ โดยแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ จำนวน 2 หม้อ ความจุ 150 แอมแปร์/ชั่วโมง  ระบบปรับอากาศชนิดติดตั้งบนหลังคาแบบ 6 สูบ ปริมาตร 480 ลบ.ซม. ให้ความเย็น 92,000 บีทียู
 

รถทันตกรรมพระราชทานติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3เฟส โดยแยกเป็นการใช้กับสิ่งอุปกรณ์ทางทันตกรรม และใช้กับระบบไฟแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศและติดตั้งถังน้ำขนาด 400ลิตร ทำให้สามารถให้บริการในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ภายในแบ่งเป็นห้องโดยสาร ห้องทันตกรรม จำนวน 2 ห้อง และห้องพักคอย มีสิ่งอุปกรณ์ทางทันตกรรมที่สำคัญประกอบด้วยยูนิตทันตกรรม 2ตัว เครื่องเอ็กซเรย์ทางทันตกรรมเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ เก้าอี้ทันตกรรมสนาม สำหรับการให้บริการนอกตัวรถ ตลอดจนเครื่องมือและวัสดุทางทันตกรรมต่างๆ โดยรถทันตกรรมพระราชทานสามารถให้บริการทันตกรรมทั่วไป อาทิ การตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และถอนฟัน วันละประมาณ 60ราย โดยสามารถเพิ่มเติมเครื่องมือทันตกรรมเพื่อการรักษาเฉพาะทาง หรือเพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนมากกว่าขีดความสามารถปกติได้จึงกล่าวได้ว่า เป็นรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ที่ทันสมัยที่สุด ณ เวลานั้น และยังกลายเป็นต้นแบบของรถทันตกรรมเคลื่อนที่คันต่อๆมา ของกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบกอีกด้วย
 
 

พลตรีปรีชา อนันตะ อดีตผู้อำนวยการกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในรถทันตกรรมพระราชทาน ตั้งแต่วันที่มีการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และพระราชทานรถคันดังกล่าวคืน จึงทรงโปรดการรับการถวายการทำพระทนต์ โดยทันตแพทย์ประจำพระองค์จะประสานงานมายังกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบกเมื่อทราบหมายกำหนดการที่ชัดเจน ชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก จะนำรถทันตกรรมพระราชทานเดินทางไปยังที่ประทับ ซึ่งในระยะหลังจะเสด็จแปรพระราชฐานณวังไกลกังวลเป็นหลัก ก่อนหน้าวันถวายการรักษา รถจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาจอดบริเวณหน้าพระตำหนักเปี่ยมสุข เจ้าหน้าที่ของกองทันตแพทย์ ร่วมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานแพทย์ประจำพระองค์จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานแพทย์ประจำพระองค์ เตรียมการรับเสด็จฯ ได้แก่ การปูลาดพระบาทบริเวณหน้าประตูขึ้นลงและภายในรถ จัดเตรียมของใช้ส่วนพระองค์ ภายในห้องทำพระทนต์ พร้อมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบน้ำภายในรถให้พร้อมที่สุด”

 


“และแม้รถทันตกรรมพระราชทาน จะได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย และใช้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเทียบเท่ากับคลินิกทันตกรรมทั่วไปแต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกร กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก จึงได้ใช้รถคันนี้ให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชน เช่นเดียวกับรถทันตกรรมเคลื่อนที่ หมายเลข02ที่ใช้ตามเสด็จฯมาก่อน ทำให้ทั้งผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนที่มารับบริการ รู้สึกซาบซึ้งเป็นล้นพ้นนอกจากนี้ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก พระราชทานทุนทรัพย์จำนวน 1ล้านบาทเพื่อใช้ในภารกิจด้านงานทันตกรรม ในชื่อ “กองทุนทันตกรรมพระราชทาน” โดยพลโทปรียภาส นิลอุบล เจ้ากรมแพทย์ทหารบกในขณะนั้น เป็นผู้รับมอบจากผู้แทนพระองค์ ณ กองบัญชาการ กรมแพทย์ทหารบก เมื่อปี พ.ศ. 2543”
 

“ที่วังไกลกังวลนั้น ต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงจอดรถทันตกรรมพระราชทานขึ้น ในบริเวณเขตพระราชฐานชั้นนอก เพื่อช่วยป้องกันและยืดอายุการใช้งานของรถและอุปกรณ์ภายในรถ ซึ่งเราก็ได้ใช้โรงรถแห่งนี้ เป็นสถานที่ให้บริการทันตกรรมแก่ข้าราชบริพาร ข้าราชการหทาร ตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่ และประชาชนทั่วไป อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนมีการก่อสร้างห้องทำพระทนต์ ภายในศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ข้างพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล และก่อสร้างคลินิกทันตกรรมพระราชทาน เพื่อบริการประชาชน ภายในวังไกลกังวล  ทดแทนรถทันตกรรมพระราชทาน



ปี พ.ศ. 2548 กรมแพทย์ทหารบก โดยพลโทบุญเลิศ จันทราภาส เจ้ากรมแพทย์ทหารบกในขณะนั้น ได้เริ่มโครงการแพทย์ทหารบกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจึงได้ปรึกษาและขออนุญาตท่านนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำรถทันตกรรมพระราชทานไปใช้ในภารกิจดังกล่าว ผมเองได้ร่วมปฏิบัติงานในหน่วยเฉพาะกิจ กรมแพทย์ทหารบกส่วนหน้าเป็นชุดแรก โดยใช้พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่พักชั่วคราวในระยะแรก ซึ่งเท่ากับว่ารถทันตกรรมพระราชทานได้กลับไปให้บริการประชาชนในพื้นที่เดียวกับเมื่อครั้งที่ได้ตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแปรพระราชฐานมายังที่ประทับแห่งนี้”

กองทันตแพทย์กรมแพทย์ทหารบก นำรถทันตกรรมพระราชทานกลับมาดำเนินการซ่อมแซมตัวถังในปี พ.ศ. 2551จากนั้นจึงได้นำกลับไปปฏิบัติงาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์  อีกครั้งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ.2554 - 2555 และในปี พ.ศ. 2557 โรงพยาบาลอานันทมหิดลได้นำรถทันตกรรมพระราชทานไปใช้ในการให้บริการทันตกรรม แก่ทหาร ครอบครัว และประชาชน ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จนถึงปัจจุบัน
 
รากฟันเทียมพระราชทานในจังหวัดชายแดนภาคใต้



การให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชนในจังหวัดชายภาคใต้ ในชุดแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือประชาชน เป็นภารกิจหนึ่งของโครงการแพทย์ทหารบกใน3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกรมแพทย์ทหารบก ได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจกรมแพทย์ทหารบกส่วนหน้า เป็นหน่วยปฏิบัติ และเริ่มต้นภารกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา โดยน้อมนำ ยุทธศาสตร์พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นกรอบในการปฏิบัติ ต่อมา หน่วยเฉพาะกิจกรมแพทย์ทหารบกส่วนหน้า ได้ปรับโครงสร้างและสายการบังคับบัญชา เป็น ศูนย์แพทย์ทหารบกจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และมีการขยายภารกิจด้านงานทันตกรรม อาทิ การให้บริการทันตกรรมในที่ตั้งเพิ่มเติม อาทิ หน่วยตรวจโรค ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี หน่วยแพทย์พระราชทาน พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และหน่วยตรวจโรค ค่ายกัลยาณิวัฒนา จังหวัดนราธิวาส  และโครงการใส่ฟันเทียมแก่ประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น



และเมื่อปี  พ.ศ. 2558  ศูนย์แพทย์ทหารบกจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงได้น้อมนำเอาโครงการรากฟันเทียมพระราชทาน มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมณ หน่วยแพทย์พระราชทาน พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ โดยพิจารณาคัดเลือกผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ฟันเทียมทั้งปาก แต่มีปัญหาการยึดเกาะของฟันเทียม เนื่องจากมีสันเหงือกเตี้ย มาทำการฝังรากฟันเทียมเพิ่มเติม และปรับแก้ฟันเทียมให้สามารถสวมทับและยึดติดกับรากฟันเทียมนั้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยโครงการดังกล่าว ได้มีการให้บริการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
 
พันเอกธนกฤต นพคุณวิจัย ทันตแพทย์โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ ศูนย์การทหารราบ ได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการฟันเทียม และรากฟันเทียมพระราชทาน และเป็นผู้ปฏิบัติในโครงการรากฟันเทียมพระราชทาน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวว่า “งานด้านทันตกรรมรากเทียมก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ท่านทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาขึ้นด้วยเหตุว่าหลังจากที่พระองค์ได้รับการถวายการใส่รากฟันเทียม และใช้งานได้ดี พระองค์ท่านจึงรับสั่งถามทันตแพทย์ประจำพระองค์ว่า “รากฟันเทียมนี้ดีจริงๆ 30บาททำได้หรือเปล่า”พระองค์ทรงคิดถึงผู้ยากจน าจะมีโอกาสใส่ฟันดีๆอย่างนี้หรือไม่ และยังรับสั่งต่ออีกว่า “ถ้าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ อยากให้ทำถวายท่าน เพราะระยะหลังพระองค์ท่านทรงใส่ฟันถอดได้ และมักเจ็บอยู่เสมอ ถ้าได้ใส่ถวายท่าน ท่านคงเสวยอะไรได้ดีขึ้น และคงมีพระชนมายุยืนกว่านี้”

 

“ในขณะนั้นรากฟันเทียมยังเป็นการรักษาที่มีราคาสูงและต้องนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ จึงเป็นไปได้ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงการรักษานี้ แต่ด้วยพระองค์รับสั่งถึงรากฟันเทียมหลายครั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชราเตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ จึงขอให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนารากฟันเทียมที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อพระราชทานแด่คนไทยที่สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฝังรากฟันเทียม โดยประสานงานผ่านโครงการฟันเทียมพระราชทาน ของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมีการพัฒนาความรู้ ความชำนาญของทันตแพทย์ในการรักษาด้านทันตกรรมรากเทียมร่วมไปด้วย”

“โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ เป็นหน่วยแพทย์ทหารหน่วยแรกที่เข้าร่วมในโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80พรรษา 5ธันวาคม 2550ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดย แผนกทันตกรรมโรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ ได้ให้บริการใส่รากฟันเทียมแก่กำลังพล ครอบครัว และ ประชาชนทั่วไป ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก”


         
“หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารากเทียมไทยจนมีมาตรฐานทัดเทียมรากฟันเทียมในยุโรป และ ถวายให้พระองค์ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้พระราชทานรากฟันเทียมจำนวน 999ชุด กลับมาให้หน่วยทันตกรรมพระราชทาน และพระราชทานชื่อให้ว่า “ข้าวอร่อย” เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพช่องปากแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อปีพ.ศ. 2553จึงเกิดเป็น “โครงการฟันเทียม และ รากฟันเทียมพระราชทาน 999ชุด” โดยมี มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ดำเนินงานโครงการ ซึ่งผมเองเป็นที่ปรึกษาโครงการ และ ร่วมจัดอบรมความรู้และทักษะในการรักษาด้านทันตกรรมรากเทียมให้กับทันตแพทย์ที่เข้าร่วมโครงการ และร่วมให้บริการแก่ผู้ป่วยซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทหารผ่านศึก ผู้พิการ และ ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งมีการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์มาช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น เช่น การนำเลือดมาปั่นแยกเพื่อช่วยในการสร้างกระดูกในบริเวณที่กระดูกไม่เพียงพอ การพัฒนาเครื่องมือผ่าตัดยกเยื่อบุพื้นโพรงอากาศข้างจมูกในการผ่าตัดเสริมกระดูกเพื่อลดขนาดแผลจากการผ่าตัดเป็นต้น”

“ต่อมาในปีพ.ศ.2555หน่วยแพทย์กองทัพบกยังได้ร่วมดำเนินโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ5ธันวาคม 2554 ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงสาธารณสุข โดยให้บริการทั้งใน คลินิกทันตกรรม กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก, กองทันตกรรมโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, กองทันตกรรมโรงพยาบาลอานันทมหิดล และ แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลค่ายอดิศร รวมทั้งมีการจัดอบรมความรู้และทักษะในด้านทันตกรรมรากเทียมแก่ทันตแพทย์ในสังกัดกองทัพบก เพื่อให้สามารถ คัดกรอง ตรวจประเมิน และ ดูแลเบื้องต้นให้กับผู้รับบริการในกลุ่มนี้ได้”

“จากการที่ทันตแพทย์กองทัพบกได้หมุนเวียนลงไปปฏิบัติงานในศูนย์แพทย์ทหารบก จังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้บริการใส่ฟันเทียมทั้งปากแก่ประชาชน ทั้งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จึงได้หารือกับกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก และศูนย์แพทย์ทหารบก จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการขยายโครงการรากฟันเทียมพระราชทาน ลงไปให้บริการประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน พร้อมกับ“โครงการรากฟันเทียมเพื่อผู้เสียสละ และทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินไทย” โดยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้บริการแก่กำลังพล และครอบครัวอีกส่วนหนึ่งด้วย”

 

        
การฝังรากฟันเทียมแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จได้ คือตัวอย่างของการน้อมนำเอายุทธศาสตร์พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากในระยะแรกผู้รับบริการที่เป็นชาวมุสลิม ปฏิเสธจะรับการรักษาด้วยเกรงว่าจะขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ทันตแพทย์ผู้รับผิดชอบ จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า สอบถามผู้รู้และนักวิชาการ เพื่อทำความ “เข้าใจ” บริบทของพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น จนได้คำตอบที่ชัดเจนว่า การฝังรากฟันเทียมนั้นไม่ขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลามแต่อย่างใดจึงใช้การพูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อ “เข้าถึง”จิตใจของผู้รับบริการจนสามารถเปลี่ยนทัศนคติ ให้ยอมรับการรักษาดังกล่าว และสุดท้ายคือฝังรากเทียมอย่างมีคุณภาพ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาหาร จึงเป็นการ “พัฒนา” คุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างแท้จริง
 
                            พระภูมี เสด็จฯเยี่ยม                ผองไท ทั่วคาม
                  ทันตฯ ทัพบก ถวาย                          กิจท่าน
                  ขจัดโรค ช่องปากให้                        พสก สุขแฮ
                  พระประสงค์ ทรงมุ่งมั่น                     ใส่เกล้า สนองเอย 
 
เรียบเรียงโดย พันเอกฤทธิกร การะเวก
รองผู้อำนวยการกองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก
พฤศจิกายน 2559